This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

ล่าสาววัยรุ่นแสบ! หลอกต่อผม-ทำเล็บ ร้านดังกระบี่ยันสยาม ก่อนใส่เกียร์หมาหนี สูญเงินรวมนับหมื่น

 


กระบี่ – เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นที่ร้านเสริมสวย "เสริมสยาม" ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนทำผมชื่อดังย่านถนนมหาราช จังหวัดกระบี่ เมื่อสาววัยรุ่นรายหนึ่งเข้ามาใช้บริการต่อผมยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง คิดเป็นค่าบริการ 5,000 บาท แต่เมื่อทำเสร็จกลับใช้กลอุบายหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย [00:09]

เปิดแผนประทุษกรรม "อ้างแม่โอน-ขอเข้าห้องน้ำ"

นายบุญเสริม สังฆพันธ์ หรือ "อาจารย์จอห์น" เจ้าของร้านวัย 47 ปี เล่าว่า หลังจากช่างต่อผมให้จนสวยงามเสร็จสิ้น สาววัยรุ่นคนดังกล่าวได้อ้างว่า "เดี๋ยวให้แม่โอนเงินจ่ายให้ แม่นั่งรออยู่ไม่ไกล" ก่อนจะขอตัวเข้าห้องน้ำชั่วคราว [00:21] แต่ในจังหวะที่ช่างเผลอ สาวแสบรายนี้กลับวิ่งพรวดออกจากห้องน้ำและวิ่งหนีออกไปจากร้านอย่างรวดเร็ว แม้ช่างจะพยายามวิ่งไล่ตามแต่ก็ไม่ทันกาล [00:29]

พบก่อเหตุซ้ำซ้อน โผล่ "สยามสแควร์" ก็โดนด้วย

เรื่องราวไม่ได้จบเพียงแค่นั้น เมื่อเจ้าของร้านนำเรื่องไปโพสต์เตือนภัยในโซเชียลมีเดีย กลับพบว่ามีผู้เสียหายรายอื่นที่เป็นพรรคพวกกันในวงการเสริมสวยย่านสยามสแควร์ กรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่าถูกสาวคนเดียวกันนี้หลอกลวงในลักษณะเดียวกัน [00:59] โดยก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ เธอได้ไปต่อขนตาและทำเล็บที่ร้านย่านสยามฯ รวมมูลค่า 3,600 บาท แล้ววิ่งหนีไปเช่นกัน [01:13]

เตือนภัยร้านเสริมสวย ระวังมิจฉาชีพในคราบลูกค้า

จากการตรวจสอบเบื้องต้น คาดว่าผู้ก่อเหตุน่าจะเป็นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ ทางผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองกระบี่ แล้ว พร้อมฝากเตือนผู้ประกอบการร้านเสริมสวยให้เพิ่มความระมัดระวัง เพราะมิจฉาชีพรายนี้มีพฤติกรรมเลือกใช้บริการราคาแพงเพื่ออัปเกรดความสวยให้ตัวเองฟรีๆ ทั้งต่อผม ต่อขนตา และทำเล็บ โดยอาศัยความเร็วในการวิ่งหนีเป็นอาวุธ [01:32]


ข้อมูลจาก: รายงานข่าวช่อง Workpoint 23 (3 มีนาคม 2569)

รับชมวิดีโอ: https://www.youtube.com/watch?v=pHxVWHM6-Aw


 


วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569

ไทยยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด! คุมเข้มรอบสถานกงสุลสหรัฐฯ-แหล่งท่องเที่ยว ยันไร้นักท่องเที่ยวตกค้างจากเหตุความขัดแย้งตะวันออกกลาง




เชียงใหม่/แม่ฮ่องสอน/กระบี่ – หน่วยงานความมั่นคงทั่วประเทศยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้น โดยเน้นพื้นที่เชิงสัญลักษณ์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่หนาแน่น

คุมเข้มสถานกงสุลสหรัฐฯ เชียงใหม่ 24 ชั่วโมง

ที่จังหวัดเชียงใหม่ ตำรวจ สภ.แม่ปิง ได้เพิ่มความถี่ในการตรวจตราบริเวณโดยรอบสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาแห่งใหม่บนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ โดยจัดกำลังสายตรวจดูแลความเรียบร้อยตลอด 24 ชั่วโมง [00:30] ภายในสถานกงสุลมีการรักษาความปลอดภัยหลายชั้นและมีนาวิกโยธินสหรัฐฯ ประจำการอย่างแน่นหนา ขณะที่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงยอมรับว่ามีความกังวลใจต่อสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้น เนื่องจากอยู่ใกล้กับจุดยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ แต่ยังคงใช้ชีวิตและเปิดร้านอาหารตามปกติ [01:03]

ปาย-เกาะพะงัน เฝ้าระวังกลุ่มนักท่องเที่ยวคู่ขัดแย้ง

ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งการให้ตำรวจเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลและอิหร่านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน [02:07] โดยมีการกระจายกำลังเจ้าหน้าที่แฝงตัวดูแลตามย่านที่พักและศาสนสถานของชาวอิสิวอย่างใกล้ชิด เช่นเดียวกับที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีการบูรณาการกำลังตำรวจท่องเที่ยวและชุดรักษาความปลอดภัยเข้าตรวจเยี่ยมจุดรวมกลุ่มของชาวอิสราเอลเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน [02:37]

กระบี่เคลียร์ชัด "ไร้นักท่องเที่ยวตกค้าง" สนามบิน

ด้านจังหวัดกระบี่ พล.ต.ต. สุขเกษม นครวิลัย ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า หลังจากมีการยกเลิกเที่ยวบินจากตะวันออกกลาง ทางตำรวจได้ประสานงานกับตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และสายการบิน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ตกค้าง โดยมีการส่งตัวไปพักตามโรงแรมต่างๆ ในพื้นที่อ่าวนางจนหมดสิ้นแล้ว [03:29]

นอกจากนี้ ยังได้ผ่อนปรนมาตรการกวดขันจับกุมผู้ที่วีซ่าหมดอายุเนื่องจากเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ พร้อมสั่งการให้พื้นที่อ่าวนางเพิ่มความถี่ในการตรวจตราบุคคลและสถานที่เชิงสัญลักษณ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวในพื้นที่ [04:10]


ที่มา: ชาวบ้านรอบสถานกงสุลใหญ่ฯ​ หวั่นสถานการณ์ | ห้องข่าวภาคเที่ยง


 


วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

ชาวสวนปาล์มกระบี่ระทม! ราคาดิ่งเหลือ 5.50 บาท จี้รัฐบาลใหม่แก้วิกฤตด่วน หลังแบกต้นทุนอ่วม



กระบี่ – นายอธิราช ดำดี นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดกระบี่ ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์มที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับเกษตรกรในพื้นที่ [00:17]

สรุปประเด็นสำคัญของข่าว:

  • ราคาร่วงหนัก: จากเดิมที่เคยขายได้กิโลกรัมละกว่า 7 บาท ปัจจุบันราคาลดลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 5.50 - 6.00 บาท เท่านั้น [00:29]

  • ต้นทุนจ่อกินทุน: เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนการผลิต ทั้งค่าเก็บเกี่ยวและค่าขนส่ง ซึ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 4.30 - 5.00 บาท ตามสภาพพื้นที่และอายุของต้นปาล์ม ทำให้เหลือผลกำไรน้อยมากจนแทบไม่คุ้มทุน [01:07]

  • สาเหตุของปัญหา: นายกสมาคมฯ ระบุว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการให้ข่าวของหน่วยงานภาครัฐที่ระบุว่าจะดูแลราคาไม่ให้ต่ำกว่า 5 บาท ซึ่งมองว่าเป็นการซ้ำเติมและไม่เป็นไปตามโครงสร้างราคาตลาดที่แท้จริง [00:35]

  • ผลกระทบลูกโซ่: ราคาที่ตกต่ำบีบให้เกษตรกรต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ยังมีปริมาณน้อย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของน้ำมันปาล์มในภาพรวม [00:45]

ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาล:

กลุ่มชาวสวนปาล์มเรียกร้องให้ รัฐบาลชุดใหม่ เข้ามาจัดการกำหนดราคาผลผลิตโดยอิงตามกลไกตลาดที่แท้จริง เพื่อให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากและอยู่รอดได้ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน [00:56]


ที่มา: จี้รัฐบาลใหม่แก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำต่อเนื่อง เหลือ กก.ละ 5.50 บาท | ข่าวเด็ดภาคดึก


 


วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569

กระบี่รุกหนัก! เล็งปั้น “น้ำพุร้อนเค็มคลองท่อม” ผงาดแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก (Global Wellness Destination)

 


[จังหวัดกระบี่] – รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ติดตามความคืบหน้าการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอันซีน “น้ำพุร้อนเค็มคลองท่อม” และ “น้ำตกร้อนสะพายูง” มุ่งยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้พื้นที่ฝั่งอันดามัน

นางสาวสสิธร กิตติธรกูล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่อำเภอคลองท่อม และอำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ เพื่อตรวจติดตามการดำเนินงานและกิจกรรมพัฒนาชุมชน โดยเน้นการผลักดันแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีศักยภาพสูงอย่าง “น้ำแร่ร้อนธรรมชาติ” ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพจากทั่วโลก

เผยสถิติน้ำตกร้อนสะพายูงสุดฮอต สร้างรายได้กว่า 32 ล้านต่อปี

ในการตรวจเยี่ยมจุดแรก ณ น้ำตกร้อนสะพายูง ตำบลคลองท่อมเหนือ พบว่าปัจจุบันได้รับความนิยมอย่างสูงจากทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยมีตัวเลขนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 300,000 คนต่อปี สามารถสร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นมากกว่า 32 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนทางธรรมชาติที่เข้มแข็งในการต่อยอดสู่ธุรกิจเชิงสุขภาพ

ชูจุดเด่น “น้ำพุร้อนเค็ม” แร่ธาตุสูง กรรมฐานต่ำ

ทางด้านผลการประชุมร่วมกับนายอังกูล ศรีลีลา เทวกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ และตัวแทนผู้ประกอบการสปา ได้มีการติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนา “น้ำพุร้อนเค็มคลองท่อม” ซึ่งถือเป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่มีความพิเศษเนื่องจากมีความเค็มตามธรรมชาติ จากการวิจัยพบว่ามีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายจำนวนมาก และมีค่าความเข้มข้นของกรรมฐานต่ำ เหมาะแก่การนำมาใช้ในเชิงบำบัดและส่งเสริมสุขภาพ

ปักหมุดสู่ Global Wellness Destination

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า รัฐบาลมีทิศทางที่ชัดเจนในการนำศักยภาพของแหล่งน้ำตกร้อนและบ่อน้ำพุร้อนเค็มมาพัฒนาและยกระดับให้เป็น "Global Wellness Destination" หรือแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย และกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืนผ่านมูลค่าเพิ่มทางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ


ขอบคุณข้อมูลจาก: NEWS NBT PHUKET TV


 

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

พลิกฟื้นภูมิปัญญา "เตยปาหนัน" บ้านร่าหมาด จากงานฝีมือในครัวเรือน สู่ศิลปาชีพสร้างรายได้ยั่งยืน

 


[กระบี่] – กลุ่มจักสานเตยปาหนันบ้านร่าหมาด จังหวัดกระบี่ โชว์ความสำเร็จในการสืบสานหัตถศิลป์ถิ่นใต้กว่า 27 ปี ภายใต้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เปลี่ยนพืชชายทะเลให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สร้างอาชีพเสริมส่งตรงถึงบ้าน พร้อมดึงคนรุ่นใหม่ร่วมอนุรักษ์

โครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกฟื้นวิถีชีวิตชาวบ้านร่าหมาด ต.เกาะกลาง อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ โดยการส่งเสริมงานศิลปาชีพ “จักสานเตยปาหนัน” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น

คุณวารุณี หวาหวา ประธานกลุ่มจักสานเตยปาหนันบ้านร่าหมาด เปิดเผยผ่านรายการสืบสานธำรงไทยด้วยใจภักดิ์ (JS100 Radio) ว่า กลุ่มจัดตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระพันปีหลวง พระราชทานทุนสร้างโรงเรือนสำหรับทำงาน ทำให้จากเดิมที่เคยสานเสื่อและหมอนไว้ใช้เองในครัวเรือน กลายมาเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้เสริมอย่างจริงจัง [02:42]

ความประณีตกว่าจะมาเป็นชิ้นงาน

การจักสานเตยปาหนันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านกรรมวิธีถึง 12 ขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกใบเตยที่ไม่แก่อยู่หรืออ่อนจนเกินไป นำมาขูดหนาม กรีดเป็นเส้น ต้ม หมัก และตากแดดสลับกับผึ่งน้ำค้าง ซึ่งใช้เวลารวมเกือบ 1 สัปดาห์กว่าจะได้เส้นเตยที่พร้อมนำมาสาน [03:43]

ต่อยอดดีไซน์ ตอบโจทย์ยุคใหม่

ปัจจุบันกลุ่มได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงเสื่อและหมอน ได้ต่อยอดเป็น:

  • กระเป๋าสตางค์ทรงยาว (สินค้าขายดี)

  • ซองแว่นตา และหมวก

  • กระเป๋าถือ และกระเป๋าสะพายข้าง

  • ของที่ระลึก เช่น พวงกุญแจ และกล่องใส่ของ [06:28]

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของบ้านร่าหมาดยังมีเอกลักษณ์ด้วย "ลายประจำหมู่บ้าน" ที่มีให้เลือกถึง 12 ลาย สร้างความโดดเด่นและเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรมและกลุ่มนักท่องเที่ยว [07:27]

ส่งต่อภูมิปัญญา สู่ความยั่งยืน

ทางกลุ่มยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีการปลูกต้นเตยปาหนันทดแทนปีละ 2 ครั้ง และมีการถ่ายทอดวิชาให้กับเยาวชนในโรงเรียน ทั้งระดับประถมและมัธยม เพื่อให้มั่นใจว่าหัตถศิลป์นี้จะไม่สูญหายไปกับกาลเวลา [10:34]

สำหรับผู้ที่สนใจสนับสนุนผลิตภัณฑ์งานฝีมือจากภูมิปัญญาชาวบ้าน สามารถเยี่ยมชมได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก: กลุ่มเตยปาหนันบ้านร่าหมาด หรือเลือกซื้อได้ตามบูธแสดงสินค้าและร้านค้าชุมชนในจังหวัดกระบี่


ที่มา: รายการสืบสานธำรงไทยด้วยใจภักดิ์ (ความร่วมมือระหว่าง สำนักงาน กปร. และ JS100 Radio)

ลิงก์วิดีโอ: https://www.youtube.com/watch?v=VDw4Fv9Lysg


 


วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ลงพื้นที่กระบี่ ชูยุทธศาสตร์ "ดิจิทัลเต็มสูบ" ผนึกกำลัง สวท.-สปชส. ยกระดับการสื่อสารภาครัฐสู่มืออาชีพ



[จังหวัดกระบี่] – เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมคณะผู้บริหาร เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดกระบี่ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและมอบนโยบายการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสื่อสารภาครัฐ เน้นย้ำการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

ภารกิจและการตรวจเยี่ยม

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ได้เริ่มต้นภารกิจด้วยการสักการะศาลหลักเมืองจังหวัดกระบี่ และพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางไปยังสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดกระบี่ (สปชส.) และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จังหวัดกระบี่ (สวท.กระบี่) เพื่อตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจบุคลากรในการปฏิบัติหน้าที่

นโยบาย "ดิจิทัลนำ รวดเร็ว เชื่อถือได้"

นางสุดฤทัย ได้มอบแนวทางการทำงานแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานมุ่งเน้นการใช้ "สื่อออนไลน์" เป็นช่องทางหลักในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยต้องยึดหลัก 3 ประการ คือ:

  1. ถูกต้อง: ข้อมูลต้องผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบ

  2. รวดเร็ว: ทันต่อสถานการณ์ในยุคดิจิทัล

  3. ครบถ้วนและเชื่อถือได้: เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

บูรณาการการทำงานข้ามสายงาน

ประเด็นสำคัญที่ท่านอธิบดีเน้นย้ำคือการทำงานร่วมกันแบบไร้รอยต่อระหว่าง สวท. และ สปชส. โดยสนับสนุนให้มีการหมุนเวียนหรือส่งบุคลากรสนับสนุนงานข้ามสายงาน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังพลและเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายข้อมูลข่าวสารให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่อย่างทั่วถึง

สร้างขวัญและกำลังใจ

นอกจากการมอบนโยบายแล้ว อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ยังได้เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่นำเสนอข้อจำกัดและอุปสรรคในการทำงาน พร้อมรับปากจะผลักดันเรื่องความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) ให้มีความชัดเจน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถในการเป็นกระบอกเสียงที่มีคุณภาพของรัฐบาลและประชาชนสืบไป