This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

รองผู้ว่าฯ กระบี่ ร่วมละศีลอด มัสยิดกลางจังหวัดกระบี่ สานสัมพันธ์รอมฎอน 2569

 


จังหวัดกระบี่ เดินหน้าสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าร่วมกิจกรรมละศีลอด ณ มัสยิดกลางประจำจังหวัดกระบี่ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเดือนรอมฎอนอันประเสริฐ

กิจกรรมละศีลอด สานสัมพันธ์พี่น้องมุสลิมจังหวัดกระบี่

วันนี้ (13 มีนาคม 2569) เวลา 17.00 น. นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มอบหมายให้ นายสุวิทย์ สุริยะวงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมละศีลอด ณ มัสยิดกลางประจำจังหวัดกระบี่

การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ:

  • พบปะเยี่ยมเยียน: สร้างขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องชาวไทยมุสลิมที่ปฏิบัติศาสนกิจ

  • สร้างความเข้าใจอันดี: เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในพื้นที่

  • สืบสานประเพณี: ร่วมเชิดชูความสำคัญของเดือนรอมฎอน ซึ่งเป็นเดือนแห่งการขัดเกลาจิตใจของชาวมุสลิมทั่วโลก

บรรยากาศแห่งความอบอุ่นในเดือนรอมฎอน

ภายในกิจกรรม บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยมีผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และพี่น้องชาวไทยมุสลิมเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งสะท้อนถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมพหุวัฒนธรรมของจังหวัดกระบี่

การปฏิบัติศาสนกิจใน เดือนรอมฎอน 2569 นี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทางจังหวัดกระบี่ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อแสดงถึงความห่วงใยและการสนับสนุนการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเต็มที่



วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

มท.3 "ศศิธร" จับมือ กต. ดันสินค้า OTOP สู่ Global Premium ชู "Thai Festival" ทั่วโลกเป็นหัวหอกเปิดตลาดสากล


 

กรุงเทพฯ (11 มีนาคม 2569) – กระทรวงมหาดไทย รุกคืบแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก ยกระดับสินค้าภูมิปัญญาไทยสู่ "Global Premium" ผ่านโมเดล OTOP Next มุ่งเน้นนวัตกรรม ดีไซน์ และ Storytelling พร้อมผนึกกำลังกระทรวงการต่างประเทศ ใช้การทูตวัฒนธรรมนำผลิตภัณฑ์ OTOP บุกงาน Thai Festival ทั่วโลก หวังสร้างโอกาสจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับนักลงทุนต่างชาติ

กลยุทธ์ 4 เสาหลัก ยกระดับ OTOP สู่ตลาดโลก

นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมช.มท.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานยกระดับและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล ครั้งที่ 1/2569 โดยสรุปแนวทางการขับเคลื่อนสำคัญ 4 ด้าน ดังนี้:

  1. นวัตกรรมและดีไซน์ (Innovation & Design): พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์รสนิยมสากลแต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย

  2. พลังการทูตวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy): บูรณาการร่วมกับ กระทรวงการต่างประเทศ นำสินค้า OTOP คุณภาพสูงไปจัดแสดงในงาน Thai Festival ผ่านสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก

  3. โครงการ OTOP Next: ต่อยอดผู้ประกอบการด้วยเทคโนโลยีและความยั่งยืน (Sustainability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าระดับสากล

  4. การเล่าเรื่อง (Storytelling): คัดเลือกสินค้าที่มีความพร้อมด้านมาตรฐานและมีเรื่องราวที่น่าสนใจ เพื่อสร้างความประทับใจและมูลค่าเพิ่มให้กับผู้บริโภคชาวต่างชาติ

"ความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ คือกุญแจสำคัญที่จะเปิดประตูการค้าสากลให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน ช่วยให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดที่เคยเข้าถึงยากได้สำเร็จ" — นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รมช.มท.

เชื่อมโยง Business Matching ดึงเม็ดเงินเข้าสู่ชุมชน

ที่ประชุมฯ ยังได้เน้นย้ำถึงการทำ Business Matching หรือการจับคู่ธุรกิจภายในงาน Thai Festival เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติได้พบกับผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการส่งออกอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการจัดแสดงโชว์ชั่วคราว แต่เป็นการสร้างเครือข่ายการค้าในระดับ Global อย่างแท้จริง



วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

ระทึกกระบี่! แก๊สรั่วกลางถนน คุณตาวัย 70 ใจเด็ดยกถังลงจากกระบะหวิดบึ้ม เผยสภาพถังเก่ากึ๊กก้นทะลุ

 


เหตุการณ์สุดระทึกเกิดขึ้นที่จังหวัดกระบี่ เมื่อรถกระบะขนส่งถังแก๊สเกิดเหตุ แก๊สรั่วไหล พุ่งพล่านท้ายรถกลางแหล่งชุมชน โชคดีคนขับวัย 70 ปี ตั้งสติเยี่ยม รีบอุ้มถังแก๊สวางเกาะกลางถนน ก่อนประสานเจ้าหน้าที่กั้นพื้นที่ด่วน


นาทีชีวิต! แก๊สรั่วท้ายรถกระบะกลางเมืองกระบี่

เหตุการณ์นี้ได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 บริเวณถนนมหาราช ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.กระบี่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองกระบี่ และงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เทศบาลเมืองกระบี่ เข้าตรวจสอบหลังได้รับรายงานว่ามี ถังแก๊สหุงต้มรั่ว อยู่บนเกาะกลางถนน ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ใช้รถใช้ถนน

ในที่เกิดเหตุพบถังแก๊สขนาด 15 กิโลกรัม วางตะแคงอยู่ มีกลุ่มควันสีขาวพุ่งออกมาจากก้นถังอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ต้องรีบปิดการจราจรบางส่วนและกั้นพื้นที่รัศมีอันตรายทันที เพื่อรอให้แก๊สระเหยออกจนหมดถัง

คุณตาวัย 70 เผยนาทีระทึก "ลูกสาวเห็นควันพุ่งท้ายรถ"

นายทวี ลายดวง อายุ 70 ปี เจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว เล่าว่า ตนเดินทางมาจาก ต.เขาคราม พร้อมลูกสาว เพื่อนำถังแก๊สเปล่าไปเปลี่ยนเป็นถังใหม่จำนวน 3 ถัง ระหว่างขับรถกลับบ้าน ลูกสาวสังเกตเห็นควันสีขาวฟุ้งกระจายอยู่ที่ท้ายรถ จึงตะโกนบอกให้ตนรีบจอด

"ตอนนั้นตกใจมาก แต่ต้องตั้งสติ เห็นแก๊สพุ่งออกมาจากก้นถัง 1 ใน 3 ถังที่เพิ่งเปลี่ยนมา จึงรีบยกถังที่รั่วลงจากรถไปวางไว้ที่เกาะกลางถนน เพื่อไม่ให้เกิดประกายไฟหรืออันตรายต่อคนรอบข้าง" นายทวีกล่าว

เตือนภัย! ถังแก๊สเก่าก้นสนิม เสี่ยงระเบิด

จากการตรวจสอบสภาพถังแก๊สต้นเหตุ พบว่ามีสภาพเก่ามาก บริเวณก้นถังมีสนิมเขรอะและมีรอยชำรุดจนแก๊สรั่วซึมออกมา ซึ่งไม่สามารถปิดวาล์วระงับเหตุได้เนื่องจากรั่วที่ตัวถัง นอกจากนี้ยังพบข้อสังเกตว่า ตัวเลขปี พ.ศ. ที่ระบุวันหมดอายุบนถังถูกลบเลือนไป จนไม่สามารถระบุได้ว่าถังใบนี้หมดอายุเมื่อใด

วิธีรับมือเบื้องต้นเมื่อเจอเหตุแก๊สรั่วบนรถ

  1. ตั้งสติและจอดรถ: หาที่โล่งแจ้ง ห่างจากแหล่งชุมชนหรือที่ที่มีประกายไฟ

  2. ดับเครื่องยนต์: เพื่อลดโอกาสการเกิดประกายไฟจากระบบไฟฟ้าในรถ

  3. เคลื่อนย้ายถังไปที่ปลอดภัย: หากทำได้ ให้ยกถังวางในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก (เช่นเกาะกลางถนนที่ไม่มีคน)

  4. รีบแจ้งเจ้าหน้าที่: โทร 199 (ดับเพลิง) หรือ 191 ทันที


สรุปข่าว: เหตุการณ์แก๊สรั่วที่กระบี่ครั้งนี้จบลงด้วยความปลอดภัยเนื่องจากการตัดสินใจที่รวดเร็วของเจ้าของรถ อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรตรวจสอบสภาพถังแก๊สทุกครั้งก่อนนำออกจากร้านค้า หากพบถังเก่า มีสนิม หรือไม่มีวันที่หมดอายุชัดเจน ควรปฏิเสธการรับถังนั้นทันที

 


 

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

วิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ! ชาวสวนกระบี่ตัดใจโค่นทิ้งกว่า 300 ต้น พาณิชย์เร่งแก้ปัญหานอมินี



สรุปข่าววิกฤตราคามะพร้าวน้ำหอมปี 2569 ชาวสวนกระบี่แบกต้นทุนไม่ไหว ตัดใจโค่นต้นทิ้งหลังราคาเหลือเพียงลูกละ 2 บาท ด้านกระทรวงพาณิชย์เตรียมตั้งล้งกลางพยุงราคาและกวาดล้างล้งนอมินีต่างชาติ


ราคามะพร้าวน้ำหอมดิ่งเหว ชาวสวนกระบี่แบกภาระไม่ไหว

สถานการณ์ ราคามะพร้าวน้ำหอม ในพื้นที่จังหวัดกระบี่เข้าขั้นวิกฤต หลังพบว่าราคาหน้าสวนตกลงมาเหลือเพียง ลูกละ 2-6 บาท เท่านั้น (จากเดิมที่เคยสูงกว่า 10 บาท) ส่งผลให้เกษตรกรในอำเภอเมืองกระบี่ตัดสินใจจ้างรถแบ็คโฮมา โค่นต้นมะพร้าวทิ้ง บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ รวมกว่า 300 ต้น แม้ต้นมะพร้าวจะมีอายุเพียง 6 ปีและกำลังให้ผลผลิตเต็มที่ก็ตาม

สาเหตุหลักที่ชาวสวนยอมโค่นต้นทิ้ง:

  • ราคาขายไม่คุ้มทุน: ค่าปุ๋ย ค่าดูแล และค่าจ้างเก็บเกี่ยวสูงกว่ารายได้ที่ได้รับ

  • ราคาตกต่ำต่อเนื่อง: เป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในรอบหลายปี

  • การปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจ: ชาวสวนเตรียมปรับพื้นที่ไปปลูก ปาล์มน้ำมัน ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าในขณะนี้

พาณิชย์สั่งลุย! ตรวจสอบ "ล้งนอมินี" และขบวนการปั่นกระแสหยุดซื้อ

จากกระแสข่าวลือว่า ล้งมะพร้าวน้ำหอม 239 แห่ง จะพร้อมใจกันหยุดรับซื้อผลผลิตเพื่อกดราคานั้น นางสุภจี สุธัมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าจากการลงพื้นที่ตรวจสอบยังไม่พบการหยุดรับซื้อตามที่เป็นข่าว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์พบประเด็นสำคัญคือ "ธุรกิจล้งนอมินี" หรือการที่ต่างชาติใช้ชื่อคนไทยบังหน้าในการทำธุรกิจรับซื้อมะพร้าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกรไทย

เปิดแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว: "ล้งกลาง" และการคุมคุณภาพ

ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 นี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมเรียกประชุมผู้ประกอบการรายใหญ่กว่า 20 ราย เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยมีมาตรการเร่งด่วนดังนี้:

  1. จัดตั้งล้งกลาง: เพื่อเป็นช่องทางสำรองในการรับซื้อผลผลิตจากชาวสวนในราคายุติธรรม

  2. กวาดล้างมะพร้าวปลอม: เข้มงวดกับการใช้หัวเชื้อผสมน้ำมะพร้าว เพื่อรักษาภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดโลก

  3. ตรวจสอบนิติบุคคล: ปัจจุบันมีธุรกิจมะพร้าวน้ำหอมกว่า 820,000 ราย โดยพบว่ามีต่างชาติร่วมลงทุนกว่า 120,000 ราย ซึ่งต้องตรวจสอบความโปร่งใสอย่างต่อเนื่อง


สรุปสภาวะตลาด: ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำไม่ได้เกิดจากผลผลิตล้นตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยเรื่องโครงสร้างการรับซื้อและกลุ่มทุนนอมินีเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเกษตรกรหวังว่ามาตรการ "ล้งกลาง" จะช่วยพยุงราคาให้กลับมาคุ้มทุนได้อีกครั้ง

 


วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

เจาะลึก “กระบี่โมเดล” มิติใหม่ธรรมาภิบาล! ปรับแผนเฝ้าระวังทุจริตเชิงรุก ดันงบประมาณลงสู่ชุมชนเกาะกลางอย่างคุ้มค่า



คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดกระบี่ (กธจ. กระบี่) ปรับกลยุทธ์ป้องกันทุจริตเชิงรุก เน้นฟังเสียงประชาชนก่อนเริ่มโครงการรัฐ ชูความสำเร็จโครงการท่าเทียบเรือเกาะกลาง จนคว้าเข็มเชิดชูเกียรติเครือข่ายต้นแบบระดับดีเด่นจาก ปปท.


ธรรมาภิบาลจังหวัดกระบี่ พลิกโฉมการตรวจสอบงบประมาณ

ปัญหาการทุจริตในโครงการภาครัฐมักถูกตรวจสอบเมื่อเกิดความเสียหายหรือโครงการล้มเหลวไปแล้ว แต่สำหรับ คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดกระบี่ (กธจ.) ภายใต้การนำของ นายสิริธร จุนชู รองประธาน กธจ. กระบี่ ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ด้วยการเปลี่ยนบทบาทจากการ "สอดส่อง" เพียงอย่างเดียว เป็นการ "ร่วมผลักดัน" โครงการให้ตรงใจประชาชน

กลยุทธ์ 2 พาร์ท: หัวใจสำคัญของความโปร่งใส

กธจ. กระบี่ ได้ปรับแนวทางการทำงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเกิดประสิทธิภาพสูงสุด:

  1. การปรับแผนก่อนเริ่มงาน (Pre-Project): ลงพื้นที่สำรวจความต้องการของชาวบ้านและข้อติดขัดของหน่วยงานก่อนเริ่มก่อสร้าง เพื่อป้องกันปัญหา "สร้างแล้วทุบทิ้ง" หรือโครงการที่ไม่ถูกใช้งาน

  2. การสร้างความโปร่งใสขณะดำเนินงาน (Process): เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบทุกขั้นตอน เพื่อลดช่องว่างการทุจริต

"เราคิดล้ำว่าเราไม่ใช่แค่ตรวจตรวจสอบอย่างเดียว แต่เราจะทำอย่างไรให้งบประมาณที่ได้มา ต้องลงสู่พื้นที่จริงๆ ไม่ต้องคืนกลับไป"นายสิริธร จุนชู

กรณีศึกษา: โครงการสะพานท่าเทียบเรือคลองประสงค์ (เกาะกลาง)

จากการลงพื้นที่ บ้านเกาะกลาง ตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นชุมชนชาวประมงที่สัญจรได้เฉพาะทางเรือ พบความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมของโครงการ สะพานท่าเทียบเรือคลองประสงค์ มูลค่า 5 ล้านบาท และถนนจักรยานเพื่อการเกษตรและการท่องเที่ยว ซึ่งเกิดจากเสียงสะท้อนของชาวบ้านในพื้นที่อย่างแท้จริง

การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลเครือข่ายต้นแบบ ปปท.

ด้วยการทำงานที่เน้น "ดัชนีความสุขของคนในพื้นที่" มากกว่าแค่ตัวเลขงบประมาณ ส่งผลให้คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดกระบี่ ได้รับการคัดเลือกให้เป็น เครือข่ายต้นแบบในการป้องกันและเฝ้าระวังการทุจริต ประจำปีงบประมาณ 2566 ในระดับ "ดีเด่น" จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.)


สรุปเนื้อหาข่าว: การปรับแนวทางของธรรมาภิบาลจังหวัดกระบี่ ถือเป็นก้าวสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และตอบโจทย์การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

#ธรรมาภิบาลกระบี่ #ป้องกันทุจริต #งบประมาณภาครัฐ #จังหวัดกระบี่ #เกาะกลาง #ข่าวภาคใต้ #NBTภาคใต้ #ความโปร่งใส


.

 

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569

ระทึก! ภารกิจสยบ "พลายนำโชค" ช้างตกมันหลุดอาละวาดกลางป่ากระบี่ ทีมสัตวแพทย์เสี่ยงตายเข้าคุมสถานการณ์


 

กระบี่ – เกิดเหตุระทึกขวัญในพื้นที่ ต.เขาต่อ จังหวัดกระบี่ เมื่อ "พลายนำโชค" ช้างพลายวัย 25 ปี เกิดอาการตกมันอย่างรุนแรงจนหลุดจากการควบคุมและหนีเข้าป่า สร้างความหวาดวิตกให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ทีมสัตวแพทย์และควานช้างต้องสนธิกำลังเข้าวางแผนสยบช้างคลั่งในภารกิจที่ต้องแลกด้วยชีวิต

วางแผนล้อมจับสุดระทึก

สัตวแพทย์หญิง (หมอโบว์) พร้อมทีมงานเดินทางเข้าพื้นที่ทันทีหลังได้รับแจ้ง โดยพบว่าพลายนำโชคอยู่ในอาการคึกคะนองและพร้อมเข้าโจมตีทุกคนที่เข้าใกล้ [01:02] ทีมงานต้องแบ่งกำลังออกเป็น 2 ชุด โดยชุดแรกทำหน้าที่เป็น "ตัวล่อ" ดึงความสนใจของช้างให้วิ่งไล่ เพื่อเปิดโอกาสให้คุณหมออ้อมไปด้านหลังเพื่อหาจังหวะยิงยาสึมในระยะ 20 เมตร [01:12], [01:48]

นาทีเฉียดตาย

จังหวะที่ยาสึมปักเข้าที่ก้นของช้าง พลายนำโชคได้หันกลับมาประจันหน้าและวิ่งเข้าใส่ทีมงานทันที ทำให้ทั้งคุณหมอและทีมงานต้องวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอย่างทุลักทุเล [02:03], [02:14] ก่อนที่ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ในเวลาต่อมาประมาณ 20 นาที จนช้างมีอาการสงบลงและอวัยวะเพศหย่อน ซึ่งเป็นสัญญาณว่ายาได้ผล [02:37]

ลุยโคลนข้ามคลอง ย้ายช้างสู่ที่ปลอดภัย

ความยากลำบากยังไม่จบเพียงเท่านี้ ทีมงานต้องเร่งย้ายพลายนำโชคไปยังหลักมัดที่แน่นหนา โดยต้องพาช้างที่ยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือเดินลุยโคลนและข้ามคลอง ซึ่งมีความเสี่ยงว่าช้างอาจจะล้มหรือขึ้นฝั่งไม่ไหว [03:27] แต่สุดท้ายภารกิจก็สำเร็จลุล่วงด้วยดี พี่ควานช้างสามารถขึ้นคอเพื่อควบคุมทิศทางและทำการมัดโซ่ใหม่เพื่อป้องกันการหลุดซ้ำ [03:17], [03:46]

น้ำใจสัตวแพทย์ ช่วยฟรีไม่คิดเงิน

หลังภารกิจเสร็จสิ้น คุณหมอได้ฉีดยาแก้ฤทธิ์ยาสึมเพื่อให้ช้างฟื้นตัวภายใน 5 นาที [04:07] พร้อมเปิดเผยข้อมูลที่น่าประทับใจว่า แม้ค่ายาสึมและยาแก้จะมีราคาสูงถึงหลักหมื่นบาทต่อครั้ง แต่ทางทีมสัตวแพทย์ไม่เคยเก็บเงินจากเจ้าของช้างแม้แต่บาทเดียว และไม่รับเงินบริจาค โดยขอรับการสนับสนุนผ่านการอุดหนุนสินค้าของทางช่องแทน เพื่อนำรายได้มาใช้ในภารกิจช่วยช้างฟรีต่อไป [04:55]

ขณะนี้พลายนำโชคฟื้นตัวเป็นปกติและอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดของควานช้างในจุดที่ปลอดภัยแล้ว


ที่มา: YouTube - bowy18